เสียงของหัวใจ ใน ความเงียบ

หมวด: เฮียเล่าเรื่อง โดย เฮีย เมื่อ 10:28 am

หนูไม่ได้ยินเพลงของเฮีย

ไม่ว่าเฮียจะอัพโหลดขึ้นบล็อกสักกี่เพลง หนูก็ยังคงฟังไม่ได้

ทั้งบล็อกเฮีย และ laptop หนู ไม่มีอะไรผิดปกติ
แต่ที่ไม่ปกติ คือการได้ยินของหนูเอง

หนูสูญเสียมันไปเพราะเหตุบางอย่าง ที่หมอเองก็หาคำตอบไม่ได้จนบัดนี้
มันเริ่มแบบเล็กน้อยตอนหนู 8 ขวบ และดับสนิทโดยสิ้นเชิงเมื่อหนูอายุได้ 18 ปี

หลังจากผ่านสารพัดขั้นตอนของหมอ เปลี่ยนหมอนับสิบ รพ.
เราได้ข้อสรุปเดียวกันหมด คือ “ประสาทหูเสื่อมฉับพลัน” และ “ไม่ทราบสาเหตุ”
และที่สำคัญ “ไม่มีวิธีรักษา”

เฮียคงสงสัยว่าความเสียหายอยู่ในขั้นไหน
ระดับความเสียหายของการได้ยินนั้น มีหน่วยวัดเป็นเดซิเบล
มนุษย์จะเริ่มได้ยินเสียงเบาที่สุด ที่ 30 เดซิเบล
สำหรับหนู ในใบสรุปผลหมอระบุว่า สูญเสีย 110 เดซิเบล
นั่นคือหนูจะเริ่มได้ยินเสียงเบาที่สุดที่ระดับนั้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น หนูคุ้นกับเครื่องช่วยฟังมาตั้งแต่ 8 ขวบแล้ว
ซึ่งมันทำให้การได้ยินของหนูเทียบเท่าคนปกติ ไม่ว่าจะฟังหรือพูด
แต่พอหนูอายุ 18 ปี มันก็หมดประโยชน์โดยสิ้นเชิง
เครื่องช่วยฟังรุ่นใหม่ที่สุดในตอนนั้นก็ยังมีกำลังขยายต่ำกว่า 110

ตอนนั้นหนูกำลังจะจบม.ปลาย ที่เตรียมอุดมฯ พัฒนาการ
หนูตื่นขึ้นมาตอนหกโมงเช้าวันนึง พบว่าโลกเงียบหมดจด
ยามเช้าที่หนูคุ้นคือมีเสียงนกร้องจากสนามหญ้า เสียงอาม่าทำกับข้าวแว่วจากในครัว
แต่วันนั้นทุกเสียงหายไปหมดสิ้น แม้แต่เสียงตัวเองที่เปล่งออกมา

ในขณะที่เพื่อนๆ อ่านหนังสือเตรียมสอบเอ็นท์ หนูต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาล
ญาติพี่น้องพากันวิ่งเสาะหาทั้งหมอ ทั้งผู้เชี่ยวชาญที่ว่าเก่งนักหนา
แล้วแม่ก็ปาดน้ำตา ก้มหน้าจูงลูกไปพบ จนความหวังที่มีถูกใช้ไปไม่เหลือ
หลายหนที่หนูหวังว่านี่จะเป็นแค่ฝันร้าย และตื่นขึ้นมาพร้อมเสียงนกร้องในตอนเช้าเหมือนเก่า

ในที่สุดน้ำตาแม่แห้ง เชิดหน้าพาหนูกลับบ้านเราที่สุราษฎร์ฯ
หนูไม่พูดสักคำ อันที่จริงหนูไม่พูดอะไรตั้งแต่เช้าวันนั้นแล้ว
พอถึงบ้านแม่เริ่มเอะใจ ถามคำถามหนู ตะโกนใส่หนู
สิ่งที่แม่ได้รับคือความเงียบ หนูแค่พยักหน้ากับส่ายหน้าเท่านั้นเอง

หมออธิบายกับแม่ว่า มนุษย์จะเรียนรู้การเปล่งเสียงด้วยการได้ยินเสียง
ดังนั้นพอหนูไม่ได้ยินเสียงตัวเอง หนูเลยไม่พูด
เพราะพูดแล้วไม่มีเสียงให้ได้ยิน ก็เลยรู้สึกว่าไม่ต่างอะไรกับไม่ได้พูด (( งงป่าว? ))
และจะลืมวิธีพูดไปในที่สุด นี่คือสาเหตุของการเป็นใบ้

แม่บอกหมอว่าลูกแม่ไม่มีทางเป็นใบ้ รู้เอาไว้ (( ฮื่อ แม่โกรธหมอเอาการ ))
จากนั้น ถ้าแม่จะสื่ออะไร แม่จะเขียนลงกระดาษให้หนูอ่าน
และลงท้ายว่า “พูดตอบแม่ด้วยนะลูก”

พอหนูออกเสียง แม่จะตอบสนองด้วยการพยักหน้า ถ้าเสียงนั้นถูกต้อง
หรือเขียนทักท้วง “สูงไป” “ต่ำไป” “เร็วไป”
จนหนูเรียนรู้การเปล่งเสียงในสถานการณ์ที่ต่างกันได้ - โดยไม่ต้องได้ยินเสียงตัวเอง
แล้วแม่ก็จับหนูมาทำงาน ขายของหน้าร้านนี่แหละ
หนังสือหนังหาไม่ต้องเรียนมันละ

หนูมารู้ซึ้งเอาทีหลังว่าถ้าแม่ไม่บังคับให้ทำงาน ป่านนี้หนูเป็นใบ้แน่ๆ
เพราะขาดโอกาสที่ดีในการฝึกฝนการสื่อสาร และปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นในสังคม

หนูเพิ่งรู้ตัวว่าชักจะเล่าละเอียด ซึ่งอาจทำให้เมล์นี่ยาวเกินกว่าเฮียจะอ่านไหว
ขอข้ามมาอีกสี่ปีให้หลัง ซึ่งโลกยังเงียบ

สิ่งที่น่าดีใจสำหรับคนรอบข้าง คือหนูกลับมาเป็นคนเดิม ร่าเริง แจ่มใส
การฟัง เกือบเท่าคนปกติ โดยการอ่านปาก
การพูด เหมือนคนปกติ บางทีคนต้องห้ามให้หนูหยุดพูดได้แล้ว
ส่วนการอ่านและการเขียนของหนู เฮียรู้ดี

หนูมีโอกาสได้พบหมอคนที่หาว่าหนูจะเป็นใบ้
หมอบอกว่า นี่คือตัวอย่างของปาฏิหาริย์

วันหนึ่งหนูบอกแม่ว่า หนูอยากพิสูจน์ตัวเองว่าหนูทำอะไรได้เท่าคนอื่นๆ ไหม
หนูก็เลยได้ไปเรียนต่อมหาลัย ตอนอายุยี่สิบสอง
พอขึ้นปีสาม เกรดเฉลี่ยสุดท้ายอยู่ที่ 3.75 หนูก็ไม่ไปเรียนอีก
เอ๋า ก็อยากรู้ว่าจะเรียนได้ไหม ก็รู้แล้วไง หนูอยากทำงานนี่นา

จากนั้นก็เหมือนที่เฮียรู้ ลุงกับป้าขอให้หนูมาทำงานให้
และเราก็กลับมาพบกัน คุยกันใหม่อีกครั้งจวบจนวันนี้

หนูไม่รู้จะเล่าไรต่อดี มีเรื่องเยอะมากที่เกิดขึ้นหลังจากหนูไม่ได้ยิน
มีทั้งน่ายินดีและสลดใจ ทุกเรื่องล้วนเป็นแง่มุมแปลกประหลาด
ชนิดที่ว่าถ้าหนูยังปกติคงไม่มีทางได้พบเจอมัน แต่หนูไม่แน่ใจว่าเฮียอยากฟัง

หนูไม่เคยเสียใจที่โชคชะตาของหนูเป็นอย่างนี้
ถึงมันจะเลวร้ายแค่ไหน แต่มันก็ให้สิ่งที่ดีและมีค่าแก่ชีวิตคนคนหนึ่งมากพอกัน
นั่นคือความเข้มแข็งอดทน และการได้เห็นว่าใครบ้างที่รักหนูอย่างแท้จริง ในยามที่หนูตกต่ำเลวร้ายถึงขีดสุด
พอผ่านมันมาได้ หนูก็พบว่าหนูนับถือและเห็นคุณค่าของตัวเองมากกว่าเดิมเยอะ

ถ้าหนูจะเสียใจก็เรื่องเดียว คือ หนูน่าจะบอกเฮียเรื่องนี้ ตั้งแต่แรก
ปกติแล้วหนูไม่ปิดบังใคร ไม่ว่าจะรู้จักกันทางไหน
เพราะหนูไม่อยากให้การสื่อสารติดขัด

แต่หนูไม่เคยโกหกเฮียเลยซักเรื่องเดียวนะ อย่าเข้าใจผิด
ที่หนูทำคือไม่ได้เล่าเท่านั้นเอง

คงเป็นเพราะเฮียไม่เคยคิดจะโทรศัพท์หาหนู
เพราะเฮียไม่เคยทำท่าจะก้าวออกมาหาหนูจริงๆ
เพราะหนูเห็นเฮียเป็นห่วงหนูมากเหลือเกิน จนไม่กล้าทำอะไรให้ห่วงมากกว่านี้
เพราะเฮียเหนื่อยสาหัสกับการงานในแต่ละวัน ที่ไม่เคยจบสิ้น
หนูเลยไม่เห็นความจำเป็นจะต้องบอก

แต่เมื่อเฮียเริ่มอัพเพลง หนูก็รู้ว่า ได้เวลาแล้ว

สาเหตุอีกอย่างนึง โลกที่มีเฮียอยู่ด้วยนั้น มันคุ้มค่าที่จะฝ่าฟันให้ได้มา
หนูจึงยอมแลกกับอะไรก็ตามที่หนูมี ทำแม้กระทั่งแสร้งทำตัวเป็นคนปกติ

หนูไม่แปลกใจ ถ้าเฮียจะโกรธหนู
แต่หนูหวังว่าความสัมพันธ์ราบรื่น งดงามของเราจะยังคงอยู่

‘ต้มมัด หวังว่าไม่ได้ทำเฮียเสียใจ นะคะ

..
..

วิรุฬฯ พบ ประชาชน // แซนด์วิช ใครหนอช่างคิด

หมวด: วิรุฬพบปะประชาขน, เฮียเล่าเรื่อง โดย เฮีย เมื่อ 1:45 pm

- คิดถึงเฮียไหมเออ เวลาเธอ จุด จุด จุด
>> ได้อ่านงานเขียนของเฮียทีไร หายเศร้าโศก โลกสดใสขึ้นมาทันตา

>> ถึงอายุผมกะเฮียจะต่างกันราว 20 ปีแสง
แต่ผมก็รู้สึกอบอุ่นราวกับได้อ่านเรื่องจากชายผู้มีอายุใกล้เคียงกัน
เฮียเหมือนเป็นยาดีที่แก้เครียดได้ในเวลาเหงา

>> อ่านเรื่องเฮียแล้วอารมณ์ดี ชอบมาก ไว้เครียดๆจะแวะมาใหม่

เฮียได้รับคอมเม็นท์แนวนี้เป็นประจำ แรก แรก ก็ไม่รู้สึกอะไร
แต่พักหลังชักเคลิ้ม เผลอคิดว่าตัวเองเป็นเครื่องคลายเครียดชนิดสั่น ปรับระดับความแรงได้
ใครเหงา ใครเศร้า ก็เอาเฮียไปใช้
ใจคอพวกเธอนี่ เวลามีความสุขจะไม่นึกถึงเฮียซักนิดเลยรึไง
ไปเที่ยวทะเล กินหมูกะทะ หรือ เล่นปูไต่กับแฟน เคยคิดถึงเฮีย ร้องเรียกเฮียซักครั้งไม๊ ฮึ !!

- อย่าฟังก่อนนอน เดี๋ยวตามไปหลอน
วิทย์ ทำงานในกรุงเทพฯ
บ้านไม้สองชั้นที่เขาเช่า อยู่ในซอยลึก ห่างไกลชุมชน
กลางดึกคืนหนึ่ง ได้ยินเสียงเรียกชื่อเขาทางหน้าต่าง
ชะโงกออกไปจึงเห็นน้าโชติ น้องชายของแม่ ยืนอยู่ใต้เงาไม้
” แม่แกรถคว่ำ รีบไปดูหน่อย ” น้าโชติพูดเสียงเรียบ
วิทย์ตกใจไม่ทันได้ถามอะไร น้าโชติก็หันหลังเดินหายไป

วิทย์ออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืด กว่าจะถึงบ้านที่ต่างจังหวัดก็พลบค่ำ
มองเข้าไปไม่เห็นใครเพราะไฟมืด
เพื่อนบ้านที่เขาไม่คุ้นหน้า คาดว่าเพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ บอกว่า คนในบ้านไปวัดกันหมด

วิทย์ไปถึงวัดประจำหมู่บ้าน เห็นคนแต่งชุดดำพลุกพล่าน
มองไปที่ศาสามีโลงศพตั้งอยู่
ใจหายวูบ เข่าอ่อน ทำอะไรไม่ถูก

” วิทย์ !! มาแล้วเหรอ ” ป้าผ่อง พี่สาวคนโตของแม่ร้องทัก
” เรื่องมันเป็นยังไงครับ ป้า ” เขากลั้นใจถาม
” เมื่อวาน แม่แกกับน้าโชติ ขับรถเข้าไปในเมือง รถยางแตกเสียหลักพลิกคว่ำลงข้างทาง ”
เขายืนนิ่งเหมือนคนไม่มีชิวิต
” เค้าไปสบายแล้วล่ะ ” ป้าพูดปลอบใจ
วิทย์รู้สึกสมองสับสน คิดอะไรไม่ออก น้ำตาไหลไม่รู้ตัว
” เออ แล้วนี่ไปเยี่ยมแม่รึยัง ?? ”
” อะไรนะครับ !!?? ”
” อ้าว !! ก็แม่แก แขนหัก นอนเจ็บอยู่โรงพยาบาล ไม่มีใครบอกเหรอ แล้วแกรู้ข่าวได้ไงเนี่ย ”
วิทย์ อึ้ง !! ตกใจสุดขีด ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
เขามองไปที่ศาลา เห็นรูปหน้าโลงศพแล้วขนลุกซู่

รูปนั้น คือ ” น้าโชติ ”

- แซนด์วิช ใครหนอ คนต้นคิด
ยุค เรนัวร์ซอง , ฝรั่งเศส
ใคร ใคร ก็รู้ ว่า นโพลีออง เก่งทั้งการรบ และ ปะ ชุน แก้ทรงกางเกง
แต่ น้อยคนที่จะรู้ว่า แกชอบเล่นป๊อกเด้ง เป็นชีวิตจิตใจ
บางวัน แกเล่นจนไม่สนใจรับประทานอาหาร
ภาษาชาวบ้านเรียก >> แทบจะต้มไพ่แด่ก

วันหนึ่ง
แกมือขึ้น ป๊อกแปดสองเด้งตลอด
เมียเรียกกินข้าวก็ไม่สนใจ ตอนหลังเธอกลัวผัวจะเป็นลมตาย คา วงไพ่
เลยเอาขนมปังสองแผ่นประกบกัน สอดไส้หมูหยอง
กะว่าให้ผัวกิน โดยไม่ต้องละมือจากการถือไพ่
คนอื่นเห็นเข้า ก็เอาอย่าง บอกเมียของตัวเองทำให้กินบ้าง
ดัดแปลงใส่ผักใส่เนยแข็ง หรือ ปลาสลิดแห้ง ตามความชอบส่วนบุคคล
แซนด์วิช ถือกำเนิด กลายเป็นอาหารประจำวงไพ่ - ไฮโล ของชาวฝรั่งเศส
นับแต่นั้นเป็นต้นมา

ยุค เมืองไทยเริ่มมีบันไดเลื่อน , กรุงเทพฯ
เสี่ยปอ (( ชื่อเต็ม = ปรับอากาศชั้นหนึ่ง รังสิต - สำโรง ))
เจ้าของกิจการ ” 7 Ducks อาบ อบ นวด ” ผู้มีความคิดสร้างสรรค์
เขาคือผู้คิดค้นการให้บริการ นวด ต้นคอ ลูกค้าชายในห้องน้ำ คนแรกของโลก
วันหนึ่ง เขากินขนมปังทานมข้นหวานตรามะลิ สองแผ่นประกบกัน
เกิดลามกทางปัญญา นำมาประยุกต์กับการนวดของน้อง น้อง ในค่าย
เขาเสนอทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้า นอกเหนือจากการนวดมาตราฐานทั่วไป แบบหนึ่งต่อหนึ่ง
เป็น ลูกค้าหนึ่งคน ต่อ น้อง น้อง(( หมอนวด ))สองคน
การนวดแบบพิเศษนี้ เรียกอย่างเป็นทางการ ว่า ” แซนด์วิช ”
กินไม่ได้ แต่เสียว
..
..

สวัสดี

หมายเหตุ
แซนด์วิช มีกำเนิดมาจาก อังกฤษ