เรื่องเสียว ของสองหาว ” นอนพุงป่อง ใน ห้องผ่าตัด “

หมวด: จากแขกรับเชิญ โดย เฮีย เมื่อ 8:31 pm

โดยแขกรับเชิญ >> สองหาว (( แขกจริง จริง เฮียไม่ได้พูดเล่น ))

..
..

อยู่ ๆ ก็นึกอยากจะตรวจร่างกาย เนื่องจากเวลาเดินทางไปต่างประเทศแบบลุย ๆ นาน ๆ แล้วชอบปวดตรงแถว ๆ ไส้ติ่ง
แต่เคยปรึกษาหมอแล้วเขาบอกว่าไม่เป็นไร เวลาอากาศหนาว ๆ บางครั้งเวลาไอแล้วอาจเจ็บ ๆ ได้ เป็นเรื่องปกติ
แล้วก็อธิบายอะไรไม่รู้เยอะแยะไม่เข้าใจ แต่หลัง ๆ ปวดบ่อย ๆ ไปตรวจให้ละเอียดหน่อยน่าจะดีกว่า
ถ้ามันเป็นเรื่องปกติพวกแอสกิโมคงจะปวดท้องกันเป็นที่สนุกสนานเวลาหนาว ๆ

ส่งสมหมี่เสร็จก็เลี้ยวรถเข้าถนนลาดพร้าว ตรงดิ่งไปโรงพยาบาลเวชธานี แบบไม่มีเหตุจูงใจ เลือกเอาใกล้ ๆ บ้าน เป็นหลัก

โรงพยาบาลนี้ใหญ่โตหรูหราเหมือนโรงแรมมากกว่าโรงพยาบาล ท่าทางจะแพง แต่ตรวจนิด ๆ หน่อยคงไม่เท่าไรเนอะ ผมพูดเองเออเอง

“เอง” “เออเอง” ผมพูด

ลงทะเบียนเสร็จเจ้าหน้าที่ “จั่นเจา” “หม่าฮั่น” เอ๊ะไม่ใช่สิ นี่ไม่ใช่ศาลไคฟง คงไม่มีใครส่งผมไปประหาร
เจ้าหน้าที่สาวสวยน้อยกว่าแม่กิ๊กมากให้ผมขึ้นไปตรวจที่ชั้น 3 ซึ่งเป็นคลีนิคสำหรับโรคในท้อง ไปถึงผมก็ยื่นเอกสารให้กับพยาบาลตรงเคาทเตอร์
พยาบาลรับไว้มองหน้านิดหน่อย ถ้าเป็นเด็กช่างกลคงจะมีตีต่อยกันบ้าง

“เชิญวัดความดัน และตรวจชีพจรด้านนี้ค่ะ”

“หน้าตาผมเหมือนคนตายเหรอ ทำไมต้องตรวจชีพจร ถ้าไม่มีคงยืนทำหน้างงตรงนี้ไม่ได้มั้ง” ผมถาม

“ตอนนี้มีค่ะ แต่ถ้ากวนอย่างนี้ อีกไม่กี่นาทีจะไม่” พยาบาลโรงพยาบาลนี้ตอบโต้ได้เด็ดขาด เหมือนลูกวินเนอร์ของ ซาราโปว่า

ทุกอย่างปกติทั้งความดันและชีพจร ก็แน่หละ ผมปวดท้องนี่หว่า ไม่ได้เป็นโรคอย่างอื่น มันก็ปกติสิ

“เอง” “เออเอง” ผมพูดเอง เออเองอีกครั้ง

ตรวจเสร็จพยาบาลก็ให้ผมนั่งรอเรียกตรวจบริเวณส่วนรับรองอันหรูหรา เหมือนมานั่งรอเปิดเมมเบอร์เลาจ์นมากกว่ามาหาหมอ
แถว ๆ ที่นั่งรอมีหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพเต็มไปหมด อ่านเล่มไหนเจอแต่เรื่องโรคนั้นโรคนี้ ทั้งเบาหวาน ไขมันอุดตัน ไข้หวัดนก ความดัน ฯลฯ
สุดแต่จะสรรหามาหละครับ ยิ่งโรคเยอะเท่าไหร่หนังสือพวกนี้ก็ได้รับผลพลอยได้เรื่องยอดขายไปด้วย
ผมเห็นแล้วก็ไม่อยากเปิดดูเพราะยิ่งอ่านยิ่งกังวล รอหมอบอกดีกว่าว่าอยากให้ผมเป็นโรคอะไร

“หมอก็ไม่รู้เหมือนกัน” หมอบอกผม

“อ้าว ไหงพูดงั้นหละหมอ แล้วจะรู้ไหมเนี่ยว่าทำไมถึงปวดท้อง รู้งี้ผมหาหมอดูดีกว่ามั้ง เห็นเดี๋ยวนี้ทายแม่นกันจัง
อันไหนถูกก็ลงข่าวซะใหญ่โตว่าฟันโดน อันไหนเดาไม่ถูกพอไปถามก็อ้างโน่นนี่เอาตัวรอดไป”

“เอางี้ ขอตรวจให้ละเอียดกว่านี้ ผมจะให้คุณเข้าเครื่อง CT Scan”

“ยี่ห้ออะไร ผมขอแบบความละเอียดสูง ๆ scan ได้ทั้งฟิล์ม 135 120 สไลด์ และก็ขาวดำเลยนะ”

“ไม่ใช่เครื่องสแกนฟิล์ม แต่มันเป็นเครื่อง x-ray อย่างหนึ่งเอาไว้ตรวจร่างกาย พรุ่งนี้คุณงดน้ำงดอาหารหลังเที่ยงคืน แล้วมาตรวจนะ”

วันแรกเสียเงินไปสองพันกว่าบาท เพราะมีตรวจเลือดด้วย ซึ่งทุกอย่างก็เป็นปกติดี ตรวจให้รู้สึกเสียดายเงินซะงั้น

วันที่สอง

ผมส่งบะหมี่เสร็จก็ไปตามหมอนัด 8.30 น.ผมไปรอเจ้าหน้าที่ที่ห้องรังสี เจ้าหน้าที่ผสมน้ำสีแดงเหมือนน้ำหวานมาตั้งให้ดื่ม 1 เหยือก โดยเทใส่แก้วมีหลอดดูดไว้ด้วย

“ดื่มให้หมดแก้วเลยนะครับ ไม่ต้องรีบก็ได้ครับ ค่อย ๆ ดื่ม” เจ้าหน้าที่ผู้ชายท่าทางใจดีพูดกับผม

ผมยิ้มรับด้วยไมตรี แล้วค่อย ๆ ดูดไปดูหนังสือพิมพ์ไป เวลาผ่านไป 10 นาที ผมดูดไปเกือบหมดแก้ว
แค่นี้จิ๊บ ๆ สบายมากให้ดูดรวดเดียวหมดเลยยังได้แต่กลัวถูกนินทาว่าไม่มีมารยาทเลยค่อย ๆ จิบ

“อ้าว คุณค่ะ ทำไมไม่ดูดให้หมดหละคะ” เจ้าหน้าที่ผู้หญิงโผล่มาจากทางข้างหลัง พูดเสียดังตกใจหมดเลย

ผมคว้าแก้วรีบยกขึ้นมาดูดรวดเดียวหมด แล้วทำหน้าแบบว่าเป็นไงหละ…เจ๋งมั๊ย

“ต้องดื่มให้หมดเหยือกเลยนะคะ ถึงจะเข้าตรวจได้”

เจี๊ยก!!! ให้กินไอ้น้ำสี ๆ หมดเหยือกเนี่ยนะ กินเข้าไปหมดไม่ท้องแตกตายเหรอ ตั้งลิตรกว่า ๆ ถึงจะมีรสหวาน ๆ แต่ว่า
มันก็เป็นยากินแล้วผอืดผอมแทบบ้าเหมือนกัน
ผมรีบหันหน้าไปมองเจ้าหน้าที่ผู้ชาย เหมือนจะรู้เขารีบหลบสายตาแว๊บทันที ทำไมไม่บอกกูแต่แรกเนี่ย

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าผมกินจนหมด เหยือก แถมยกเหยือกเทหยดที่ค้าง ๆ เข้าปากแบบประชดด้วย … ฮึ่ม

จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็พาผมไปเปลี่ยนเสื้อคลุมแบบที่คนไข้เขาใส่กัน ถอดทุกอย่างออกหมด โหวงเหวง โตงเตงพิกล…
ผู้หญิงจะไม่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกนี้เหมือนผู้ชาย

นั่งรอยาไหลลงท้องสักพักก็มีเจ้าหน้าที่มาพาเข้าห้องที่มีไอ้เครื่อง CT ตั้งอยู่ ผมว่าหลาย ๆ คนคงเคยผ่านตากันมาบ้างหละนะ
ที่มันเป็นเหมือนอุโมงค์ แล้วมีเตียงให้เรานอนจากนั้นมันก็จะเลื่อนเข้าเลื่อนออกเพื่อตรวจเรานั่นแหละ
พวกแผ่นพับที่แจกของโรงพยาบาลจะต้องมีโชว์ไอ้เครื่องนี้อยู่
ถ้ามีแล้วคงเป็นเกียรติเป็นศรีกับโรงพยาบาลนั้น เหมือนพวกเอารถไปใส่สปอยเลอร์หลังอันใหญ่ ๆ แล้วต้องโชว์พาวหน่อย
เจ้าหน้าที่ผู้ชายให้ผมไปเข้าห้องน้ำเพื่อฉี่ให้เรียบร้อย แล้วก็ให้กินน้ำสีแดงอีก 1 แก้ว

“เดี๋ยวจะมีสวนน้ำเข้าทางก้นด้วยนะครับ” เขาบอกหน้าตาเฉย แต่ผมหน้าตาไม่เฉย

นี่มันจะเอาทุกทางเลยเหรอ ทั้งกินทั้งสวน เห็นผมเป็นปลิงทะเลหรือไงเนี่ย

“น้องแค่นี้พี่ก็จะอ๊วกแตกแล้วนะ ยังมีอะไรใส่เข้าไปอีกเหรอ”

“ครับ ไม่มากหรอกครับแค่ปริมาณหนึ่ง แล้วพอสแกนรอบแรกเสร็จก็จะมียาฉีดเข้าเส้นตามไปครับ”

เอาหละ จะทำอะไรก็รีบทำเถอะ กูยอมละ จะได้หมดเวรหมดกรรมกันเสียที ชาตินี้อย่าได้เจอกันอีกเลย

จื่ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เสียงน้ำฉีดสวนเข้าทางก้น

“อั้นไว้นะพี่นะอดทนหน่อย” เอ็งพูดเหมือนมันเป็นเรื่องง่าย แต่กูกำลังจะตายแล้วรู้ไหม ทั้งกินทั้งสวน และยังต้องมาอั้นด้วย มึงจะบ้าเหรอ

นาทีนั้นมันทรมาณอย่างบอกไม่ถูกครับ ผมอั้นแบบสุดชีวิต แต่มันก็สุดจะทานทน เพราะว่ามันยัดเข้าไปซะเยอะ
ผมกะว่าถ้าไม่ไหวก็จะทำตัวตามสบายเหมือนอยู่ที่บ้านแล้วหละ ที่เหลือก็ไปเช็ดถูกันเอาเองก็แล้วกัน

เจ้าหน้าที่ให้ผมนอนหงาย มีหมอนมารองตรงขา และก็ตรงหัว จากนั้นก็จับผมมัดไว้กับเตียง

“ทำใจสบาย ๆ นะครับพี่ ครึ่งชั่วโมงก็เสร็จแล้ว”

มึงทำกับกูขนาดนี้ ยังจะให้กูทำใจสบาย ๆ ได้อีกเหรอ ไม่ต้องถึงครึ่งชั่วโมงหรอก 5 นาที ทุกสิ่งทุกอย่างก็น่าจะพรั่งพรูออกมาแล้ว

“เดี๋ยวพี่ทำตามที่เครื่องบอกนะครับ” พูดจบเขาก็เดินจากไปอย่างไม่มีเยื่อใย ปล่อยผมนอนต่อสู้กับตัวเองอยู่อย่างนั้นแต่เพียงลำพัง

สักพักเครื่องก็เริ่มทำงาน

“หายใจเข้า…” เสียงเหมือนหุ่นยนต์สั่งการมาจากเครื่อง

“หายใจออกแล้วกลั้นไว้ตามเวลาที่กำหนด” พร้อมกับแสดงตัวเลข 10 วินาทีแล้วนับถอยหลังตรงหน้าผม ส่วนไอ้เตียงก็เลื่อนเข้าเลื่อนออกอยู่อย่างนั้น

นี่มึงจะให้กูตายตรงนี้เลยเหรอ แค่กินน้ำ สวนน้ำยังไม่พอ จะให้กลั้นหายใจอีก นักโทษประหารเขายังให้ตายในดอกเดียว แบบนี้มัน มัน ……

ยิ่งทำเหมือนยิ่งได้ใจ จาก 10 วินาที ตอนนี้มันให้ผมกลั้นเป็น 30 วินาที แล้วต้องทำอีกตั้งหลายครั้ง

“เป็นไงบ้างครับ” เหมือนเสียงสวรรค์มาโปรด เจ้าหน้าที่ผู้ชายมายืนข้าง ๆ ทำให้รู้สึกโล่งและเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง

“เดี๋ยวเราจะฉีดน้ำยา คอนทราสเข้าเส้นนะครับ”

“ห๊า นี่ยังไม่เสร็จอีกเหรอ”

ครั้บเราต้องฉีดน้ำยาเข้าไปเพื่อให้เห็นชัด ๆ ครับ

“แล้วต้องทำอีกนานไหมเนี่ย”

“ฉีดแล้วก็ทำเหมือนเดิมเหมือนเมื่อสักครู่นั่นแหละครับ”

“แต่ไอ้เมื่อสักครู่นั่นมันไม่สักครู่นะ มันโคตรนานเลย” นี่ถ้าไม่มีลูกเล็ก ๆ ผมให้เอาปืนมายิงแล้วนะ

ยังไม่หมดครับ ไอ้เข็มฉีดยาที่เขาเอามานั้น มันเป็นเครื่องฉีดที่มีกระบอกฉีดยาควายมากกว่าฉีดยาคนติดอยู่
ถ้าเอาไปสูบยางรถจักรยานก็น่าจะเติมลมจนเต็มหละ ส่วนเข็มนั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะต้องดันน้ัายาเข้าเส้น
เข็มก็เลยต้องใหญ่กว่าปกติมาก พยาบาลสาวสวยเดินเข้ามาแล้วพูดเพียงเล็กน้อยว่า

“เจ็บหน่อยนะคะ”

ฉากต่อไปเธอก็ให้ผมชูมือชึ้นเหนือศรีษะ แล้วดันเข็มเข้าเส้นบริเวณหลังมือ แปะเทปกาวเรียบร้อย แล้วเดินจากไป

แต่นั่นเป็นเพียงการเริ่มต้นสำหรับผมเท่านั้น เครื่องเริ่มดันยาเข้าไปทางเส้นเลือดของผม จนเย็นวาบไปทั่วร่าง แล้วไอ้เครื่องบ้านั่นมันก็เริ่มทำงานอีกครั้ง

*”หายใจเข้า…”

**”หายใจออกแล้วกลั้นไว้ตามเวลาที่กำหนด…”

(สร้อย *,** ซ้ำ ๆ ท่อนเดิมจนกว่าจะพอใจ)

——————- เล่าต่อจากข้างบน ——————-

กว่าจะสแกนหมด ผมแทบหมดลมกลั้น ไอ้เครื่องบ้านี่ซาดิสต์มากขอบอก ถ้าคราวหน้าถ้าไม่ถึงตายลำไส้ไม่หลุด
หัวใจจะหยุดเต้นคงต้องขอผ่าน เหมือนเครื่องทรมาณร่างกายมากกว่าเครื่องตรวจรักษา

สแกนเสร็จสถานที่แรกที่ควรจะไปก่อนตายคือ ห้องน้ำ ผมเข้าไปนั่ง ขอโทษนะ…ยังไม่ทันได้เบ่ง ทุกอย่างพรั่งพรูออกมา
เหมือนถุงก๋วยเตี๋ยวแตก พรุบ ……. โล่ง

แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยสบายตัวนะ รู้สึกแน่น ๆ เพราะว่ายังมียาอยู่ในร่างกายอีกมาก พี่เจ้าหน้าที่อีกคนที่มาดูแลเขาบอกว่าให้ดื่มน้ำเยอะ
เพื่อขับยาออกให้หมด ระหว่างรอผลอีกราว ๆ 2 ชั่วโมง ซึ่งหมอบอกว่าให้ผมไปเดินเล่นที่ไหนก็ได้แล้วค่อยกลับมาฟังผล
แต่ผมเวลานั้นมันไม่มีกะจิตกะใจเดินเล่นหรอกครับ เพราะมันจะอยากเข้าห้องน้ำบ่อยมาก ๆ และเข้าแต่ละครั้งก็พรั่งพรูแบบอั้นไม่อยู่ทุกครั้ง
เล่นเอาน้ำแทบหมดตัวเลย ดีนะที่ผมกินน้ำตามไปเรื่อย ๆ เล่นเอาเหนื่อยเชียวหละ

ผลการตรวจของเครื่อง CT Scan นี่มันละเอียดยิบเลยครับ มันเป็นฟิล์มต่อเนื่องเหมือน Lomo 8 Frame อะไรอย่างนั้น
แต่อันนี้มีมากกว่า ดูได้ในทุก ๆ จุด อย่างละเอียด หมอบอกว่าผมมีก้อนเนื้อเล็ก ๆ อยู่ตรงขาหนีบ ซึ่งนี่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ปวดในบางครั้ง
สมควรที่จะผ่าออก ส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย ปกติดีทุกอย่าง แถมยังมีกล้ามเนื้อหนามาก ๆ แต่ตอนนี้มีไขมันโอบเป็นกันชนอยู่โดยรอบ
ถ้าออกำลังอีกสักนิด จะเฟิร์มมากเลย … สงสัยที่ยังมีกล้ามเนื้อยู่น่าจะเป็นที่ตอนหนุ่ม ๆ ออกกำลังกายค่อนข้างหนัก ก็เลยพอหลงเหลือให้ใช้การได้บ้าง

หมอคนเดิมส่งตัวผมให้กับหมอ่าตัดอีกคนนึ่ง

“ผ่าวันนี้เลยนะ” หมอบอก

“ได้ครับ แต่หมอต้องไปรับลูกผมที่โรงเรียนแทนผมนะ”

“งั้นสะดวกเมื่อไหร่นัดมา”

“ปีหน้า”

“จะเก็บไว้ไห้วบรรพบุรุษวันเช็งเม้งเหรอ รีบ ๆ ผ่าเก็บไว้นานไม่ดี”

“งั้นวันพฤหัสก็ได้ครับ บะหมี่จะได้หยุดเรียน 2 วัน วันจันทร์น่าจะไปรับไปส่งได้ตามปกติ”

หมอส่งผมไปตรวจวัดคลื่นหัวใจ แล้วก็ x-ray ที่ปอดดูอีกรอบว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ ผลออกมาเหมือนเดิมคือผมแข็งแรงมาก
โดยเฉพาะหัวใจแข็งแรงมากมายอย่างเหลือเชื่อ ก็แปลก ๆ นะครับ ผมก็ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเท่าไหร่ ทำไมหัวใจแข็งแรงก็ไม่รู้
พี่อ๊อด คมกริชมอเตอร์ ร้อยเอ็ด สันนิษฐานว่า น่าจะมาจากการที่บ้านผมมีหลายชั้น เดินขึ้นเดินลงบันไดวันละหลายรอบ เป็นการออกกำลังกายไปในตัว
ซ้ออ้วนภรรยาพี่อ๊อดเออออเห็นด้วย และยังบอกว่าตั้งแต่แต่งงานมาเพิ่งจะเห็นสามีแกพูดจามีเหตุมีผลก็วันนี้ … อ้าว

ผมกลับบ้านบอกแม่กิ๊ก ว่าจะผ่าวันพฤหัสนี้ แม่กิ๊กทำหน้างง ๆ เหมือนที่ผมงงตอนหมอบอก อะไรจะเร็วขนาดนั้น
แต่ผมบอกว่าไม่ต้องกังวลหรอก หมอไม่ได้ตัดจู๋ออกยังเก็บเอาไว้และใช้งานได้เหมือนเดิม สีหน้าแม่กิ๊กผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด

เช้าวันพฤหัส…

ผมขับรถไปผ่าตัดคนเดียวตอนเช้า ตั้งแต่ 7 โมงเช้า

…. เข้าไปรายงานตัวที่หน้าห้องฉุกเฉิน สักพักพยาบาลก็มาพาไปใส่น้ำเกลือ ซึ่งมันจะอยู่ติดตัวผมอีกสองวันจนกว่าจะออกจากโรงพยาบาล
ถ้าผูกพันกันมาก ๆ ก็อาจจะขอหมอกลับไปใส่ที่บ้านด้วย แต่เข็มน้ำเกลือนี่ผมไม่ชอบเลยนะ ผมว่ามันเจ็บกว่าทุกเข็มทุกชนิดที่ฉีด

ผมได้ห้องหมายเลข 747 ฟังแล้วเสียว ๆ กลัวถูก hi jack ห้องกว้างขวางใหญ่โตมาก ระเบียงใหญ่กว่าโรงพยาบาลทั่ว ๆ ไป
ที่ส่วนใหญ่ออกไปแล้วปิดประตูแทบไม่ได้ เพราะไม่พ้นตัว แต่ที่นี่สามารถเอาเตาบาบีคิวมาปิ้งย่างฉลองญาติพี่น้องป่วยได้อย่างเต็มที่

สักพักก็มีพยาบาลผู้ช่วยมาจัดแจงเปลี่ยนเสื้อและเตรียมตัวให้ผมสู่เข้าห้องผ่าตัดโดยสวัสดิภาพ ขั้นตอนนี้หวาดเสียวและจั๊กจี้นิดหน่อย
เพราะผมผ่าตัดแถว ๆ นั้น ก็เลยต้องเคลียร์พื้นที่ให้เรียบร้อย ใช้เวลาราว ๆ ครึ่งชั่วโมงกว่าจะเสร็จ คิดดูแล้วกันว่าผมจะเหงื่อตกแค่ไหน…

9.00 น.ก็มีคนมารับไปห้องผ่าตัดโดยให้ผมนอนบนเตียงลงลิฟต์ หลาย ๆ คนถามผมว่ารู้สึกกลัวไหม แต่บอกตรง ๆ ว่าความรู้สึกตอนนั้นเฉยมากเลยนะ
คือผมเป็นคนเด็ดขาด หรือจะเรียกว่าใจเด็ดก็ได้ครับ ผมตัดสินใจอะไรแล้วจะไม่กลัวอะไรอีก ต้องทำให้จบในทีเดียว มาพะวักพะวงมันไม่สามารถช่วยอะไรได้แล้ว

ผมเข้าไปรอนอกห้องผ่าตัดราว ๆ 20 นาที ก็สมควรแก่เวลา พยาบาลเข็นผมเข้าห้องผ่าตัด จากนั้นก็มีหมอดมยา หมอดมยาคือหมอวิสัญญีที่มีหน้าที่ให้ยาสลบ
ไม่ใช่หมอดมทินเนอร์นะ หมอคนนี้เป็นผู้หญิงท่าทางร่าเริงเกินกว่าเหตุ พูดจาน่ารักสนุกสนาน แบบนี้คนไข้ที่กลัว ๆ คงสบายใจขึ้นเยอะ
หมออธิบายว่าจะทำอะไรบ้างเพื่อไม่ให้ผมตะโกนร้องโวยวายเวลาผ่าตัด ครั้งนี้เขาจะใช้วิธีบล็อกหลัง หมอให้ผมนอนตะแคงในท่าคุดคู้เข่าชนคาง
แล้วก็เอาอะไรเย็น ๆ มาถูที่หลัง จากนั้นก็ฉีดยาเข้าที่บริเวณแถว ๆ กระดูกสันหลัง

ตอนนี้ผมกลับมาอยู่ในทางนอนหงาย ขาเริ่มชาเหมือนเป็นเหน็บจนกระทั่งไม่มีความรู้สึก สักพักหมอก็ให้ยานอนหลับผมทางน้ำเกลือ
แป๊ปเดียวหลับไม่รู้เรื่องเลยครับ ต่อมาหมอจะผ่าตัดหรือตั้งวงเล่นแชร์อันนี้ก็มิิาจทราบได้

ตื่นมาอีกทีก็ตอนหมอคนเดิมปลุกบอกว่าเสร็จแล้ว ทำไมเวลามันแม่นยำเหมือนสั่งได้ขนาดนี้ แสดงว่าหมอเก่งมาก ๆ เลยนะเนี่ย

“ต้องนอนราบอย่างนี้ 12 ชั่วโมงนะคะ อย่าลุกนุ่งเด็ดขาด นอนตะแคงได้ แต่ต้องอยู่ในท่าราบเท่านั้น”

ผมถูกเข็นกลับเข้าห้องพัก ซึ่งตอนนี้ครอบครัว แม่กิ๊ก บะหมี่ แป้งจี่ พ่อ แม่ แม่ยาย และน้องสาว อยู่กันครบ
ถ้ามีข้าวตอกดอกไม้ก็คงจะเอามาโปรยต้อนรับแล้วหละ

ตอนนี้ก็ได้แต่คุย ๆ ๆ แล้วก็คุย สนุกสนานเหมือนมางานแต่งงานมากกว่ามาเยี่ยมคนป่วย พอช่วงบ่ายทุกคนก็กลับเหลือน้องสาวผมเฝ้าอยู่คนเดียว
แต่ก็มีคนมาเยี่ยมเรื่อย ๆ ไม่ได้ขาด ซ้ออ้วนกับพี่อ๊อดก็มาคุยจนเกือบสามทุ่ม

ช่วงเวลาตั้งแต่บ่ายจนถึงห้าทุ่มเป็นช่วงที่ทรมาณมาก ๆ ครับ เพราะว่าผมขยับตัวไม่ได้ มันต้องนอน ในท่าเดิม ๆ อย่างนั้นจนถึง 5 ทุ่ม
เพื่อไม่ให้มีผลข้างเคียงจากการถูกบล็อกหลัง ถ้าอยากรู้ว่ามีความรู้สึกยังไงก็ง่าย ๆ ครับ ลองนอนหงายไม่ขยับตัวซัก 12 ชั่วโมงดู แล้วจะรับทราบ

อืม … ลืมบอกไปว่าผมฉี่ทางท่อนะ เพราะว่าเขาสวนสายยางต่อถุงออกมาข้างนอก หมอมาตรวจบอกว่าผมฉี่เยอะมากเลย

วันจะกลับหมอก็มาดึงไอ้สายนี่ออก ตอนดึนี่เสียวแว๊บ แสบสะใจมาก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

กลับบ้านได้ ไม่มีอะไร วันพฤหัสให้มาดูแผล หมอบอก
ผมขับรถกลับบ้านเองเพราะหมอบอกว่าขับได้แต่ขี้นลงสะพานให้เบา ๆ หน่อย ผมเจ็บแผลหน่อย ๆ ยังยกของหนักไม่ได้ ให้ใช้แม่กิ๊กไปพลาง ๆ ก่อน
เป็นคำสั่งของหมอ แม่กิ๊กไม่สามารถหาเหตุผลมาโต้แย้งได้

ตอนที่เขียนนี่ก็วันอังคารแล้วแม้ว่าแผลจะดูใหญ่แต่ก็เริ่มหายเจ็บ และแผลตรงที่ทำหมันไหมก็หลุดแล้ว

ลืมบอกไปว่าครั้งนี้ผมถือโอกาสทำหมันไปด้วยเลย เพราะว่าตั้งใจทำไว้นานแล้ว
ผู้ชายหลาย ๆ คนกลัวการทำหมันเลยผลักภาระให้เป็นฝ่ายหญิงทำแทน ซึ่งลำบากมากกว่าครับ ผู้ชายทำนี่แผลนิดเดียวเอง
และไม่ได้เจ็บอะไรมากมาย เรียกว่าน้อยกว่าแผลที่ผมผ่าตัดเยอะเลย แป๊ปเดียวก็หายแล้ว

และไอ้เรื่องเสื่อมนี่ถ้ากลัว เดี๋ยวผมจะมารายงานผล เป็นระยะ ๆ แต่ผมว่ามันไม่เสื่อมหรอก ถึงจะเสื่อมลงไปบ้างก็ไม่ใช่สาระสำคัญอะไรนัก
ความรักความเข้าใจกันในครอบครัวเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่าเยอะ …?ครับ

สุดท้ายขอให้ทุกคนสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่ต้องเสียความบริสุทธิ์ให้ไอ้เครื่อง CT Scan เหมือนผมนะครับ

ป.ล.ลืมเล่าไปตอนนึง พยาบาลมาเช็ดตัวให้ พอดึงเสื้ออกเห็นท้องผมพยาบาลรีบถามเลยว่าท้องอืดเหรอคะ ทำมันมันบวม ๆ แข็ง ๆ อย่างนี้
น้องสาวผมอยู่นอกม่านถึงกับหัวเราะกิ๊กกั๊ก ผมเลยบอกว่าไม่ได้ท้องอืดครับ แต่ว่าท้องมัน “ป่อง” … เฮ้อ

14 มิ.ย. 50

วันนี้ผมไปตัดไหม และไปฟังผลเนื้อเยื่อ สรุปว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงครับ … มันเป็นเนื้อเยื่อที่ตายแล้วครับ …
กลับมาทำเวบ และเลี้งดูครอบครัวได้อย่างสบายใจครับ ขอบคุณทุก ๆ คนที่เป็นห่วง และคอยให้กำลังใจนะครับ

“หมา-แมว-กล้วยทอด-หอยหลอด-ตับเป็ด”

หมวด: จากแขกรับเชิญ โดย สองหาว เมื่อ 12:58 am

สองหาว
เขียนเรื่องให้เฮียเรื่องนึง
หมา-แมว-กล้วยทอด-หอยหลอด-ตับเป็ด อะไรก็ได้
ขอ 1 เรื่องภายในวันศุกร์นี้

เฮีย

=================

หมา - คนเราเกิดมาโตขนาดอ่าน blog ของเฮียได้
น่าจะต้องเคยเห็นหมามาบ้าง …
หมาไม่ใช่หมี ที่จะมีโอกาสได้เห็นกันเฉพาะบางคน
ที่ชอบเข้าป่าแล้วไม่อาบน้ำหมักหมมจนหมีออกมาให้เห็น

ที่บ้านผมมีหมาสองตัว ตัวนึงชื่อเปียกปูน อีกตัวชื่อปาหนัน
เปียกปูนน้องสาวตั้งชื่อให้
ส่วนปาหนันพ่อผมเป็นคนตั้ง…

หมาเป็นสัตว์ที่แปลก มันรักเรามากเหลือเกิน
รักจริง ๆ รัก โคตร โคตร…
รักไม่มีเสื่อมคลาย … คงไม่มีสัตว์ชนิดไหนรักเราได้เท่าหมาอีกแล้ว
แม้แต่คนเองก็เถอะถ้ารักใครได้เหมือนหมา คงจะเป็นคนที่น่ารักมาก
จึงควรหาคู่สมรสที่หน้าเหมือนหมา
…เผื่อว่าจะได้รักกันนาน ๆ

ทุกวันที่ตื่นเดินออกมาจากห้องนอน
เปียกปูนกับปาหนัน จะวิ่งเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลัง
เห่ากันให้ลั่น ดีใจกันออกนอกหน้า นอกตา(หมา)
ส่ายตูดกระดิกหาง เอาสีข้างมาถูก ๆ
สงสัยว่าชาติที่แล้วมันคงเคยเป็นเด็กนั่งดริ๊งค์

สงสัยจริง ๆ พวกมันจะดีใจอะไรกันนักหนา
เมื่อคืนก่อนเข้านอนก็เพิ่งจะเอาขนมให้กิน
เวลาผ่านไปไม่ถึง 8 ชั่งโมง
มันเห่าต้อนรับกันโขมงโฉงเฉง เหมือนผมเพิ่งลงเครื่องบินกลับจากอิรัค

บางครั้งออกจากประตูบ้านไปเอาของในรถไม่ถึง 2 นาที
เดินกลับเข้ามามันก็ดีใจใจแบบที่ว่าซะ 5 นาที
เดี๋ยวนี้เวลาจะออกจากบ้านต้องคอยแอบ ๆ
หลบไม่ให้มันเห็น แล้วก็กลับเข้ามาแบบเงียบ ๆ
จนลูกจ้างกระเหรี่ยงแถว ๆ นั้น
มันเอาไปจับกลุ่มคุยกันว่า ผมแอบเอาเมียน้อยซ่อนไว้อยู่ในรถ
บางคนมันวิเคราะห์เจาะลึกเหมือนรายการเมืองไทยรายศตวรรษ ว่า

“แค่ 2 นาที ก็เสร็จแล้ว” … กรรมของเจ้าของหมาอย่างผม

ปาหนันเป็นพันธุ์อเมริกันค็อกเกอร์แท้ ๆ สายเลือดแชมป์
เขาทราย สามารถ สมรักษ์ ฯลฯ ประมาณนั้น
ว่าจะขอให้มาช่วยตรวจ DNA
เพื่อให้ปาหนันได้รู้ว่าใครเป็นพ่อที่แท้จริง
อยากรู้เฉย ๆ ไม่ต้องการค่าเลี้ยงดู

ส่วนเปียกปูนเป็นพันธุ์อิงลิชค็อกเกอร์ คนขายที่จตุจักรเขาบอกมาอย่างนั้น
และยืนยันว่าแท้ยิ่งกว่า พานทองแท้
แต่พอมันโตขึ้นมา ไปเปิดตำราดู
ผมไม่เคยเห็นอิงลิชคอ็อกเกอร์ที่ไหน หน้าตาเหมือนเปียกปูน
และเหตุผลที่ผมไม่เชื่อแน่ ๆ ว่ามันจะเป็นอิงลิชแท้ ๆ
ก็เพราะว่า มันพูดภาษาอังกฤษไม่ได้….

สรุปว่าซื้อหมาจากจตุจักรตัวละพันสี่
มีแต่ไอ้หน้าโง่อย่างผมเท่านั้นที่เชื่อว่าพันธุ์แท้

จะแท้หรือไม่แท้ เมื่อเอามาเลี้ยงแล้วเราก็รัก
ดูแล เลี้ยงดูอย่างดี ไม่มีเกี่ยงเรื่องพันธุ์
ซึ่งตรงนี้อยากจะบอกเจ้าของหมาหลาย ๆ คนว่า
เวลาเราเลี้ยงหมาหลาย ๆ ตัวในบ้าน
เรามักจะให้ความสำคัญกับบางตัวเท่านั้น
ยิ่งถ้าเป็นตัวที่ไม่สวยพันธุ์ไทย พันธุ์ทางทั้งหลาย
บางครั้งต้องระเห็ดออกมาอยู่นอกบ้าน
เจ้าของจะเก็บพันธุ์ฝรั่งดี ๆ เอาไว้ดมตูดเล่นเป็นการส่วนตัว

ถึงผมจะไม่ใช่หมา แต่ผมรู้ว่า “มันรักเราทุกตัว”

อีกอย่างที่อยากจะบอกก็คือ ถ้าจะเลี้ยงหมาก็อย่าทำกระแดะ
บางคนบ้านเป็นทาวเฮาส์ ที่วางกาละมังหน้าบ้านยังไม่มี
แต่เสือกอยากเลี้ยงโกลเด้น ลาบราดอร์ ร็อตไวเลอร์ หรือมาพันโต ๆ อื่น ๆ
เอามาก็จับมาขังไว้ในกรง แรก ๆ ก็พาวิ่งพาเดิน
หลัง ๆ ไม่ไหวหรือไม่ก็เบื่อ
เลยให้มันเดินเล่นอยู่ในกรงนั่นแหละ

การเลี้ยงหมาตามแฟชั่นแบบนี้ เอาเงินไปซื้อหนังสือหมามาดูรูปเล่นดีกว่า
ไม่เปลืองเนื้อที่ ค่าอาหาร และไม่ทรมาณสัตว์

หมาแต่ละพันธุ์มันก็มีอุปนิสัยใจคอต่างกันด้วยนะ
เวลาเลือกต้องเลือกที่มันเข้ากับนิสัยเราได้
เหมือนกับเวลาเราเลือกสามีเลือกภรรยา
มันต้องมีอะไรคล้าย ๆ กันบ้าง ไม่อย่างนั้นอาจอยู่กันไม่ยืด
อาจไม่ต้องถึงกับเลือกคู่ครองที่มีอวัยวะทุกส่วนเหมือนกับของเรา…
แบบนั้นมันเข้ากันได้ก็จริง แต่เข้าในที่ ๆ ไม่ควรจะเข้า…

เลี้ยงหมาก็ต้องเลือกหมาที่มันมีอุปนิสัยใกล้เคียงกับการใช้ชีวิตของเรา
เพราะจะได้อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุขทั้งเราทั้งหมา
ถ้าลือกไม่ดี ไม่คนก็หมาต้องช้ำใจตายกันไปข้างหนึ่ง
เพราะฉะนั้นต้องเลือกหมาด้วยความเข้าใจ และอยู่ในเหตุและผล
ซึ่งต้องเป็นเหตุผลของเรา ไม่ใช่ของแฟนเรา

อีพวกวัยรุ่นหนะตัวดี แฟนอยากได้หมาพันธุ์นี้
แต่เสือกซื้อมาแล้วมาฝากไว้ที่บ้านเรา
ตอนเล็ก ๆ ก็มาช่วยดูแล พอหมาโตก็ปล่อยให้เป็นภาระของแฟน
บางทีก็เลิกรักมันทั้งแฟนทั้งหมา … กรรมของทั้งหมาทั้งคนเลี้ยง

เรื่องหมายังมีอีกเยอะ … แต่ขอไล่เขียนเรื่องอื่น ๆ ก่อน

“หมา-แมว-กล้วยทอด-หอยหลอด-ตับเป็ด”

เพราะเรื่องที่อยากเขียนที่สุดคือ “หอยหลอด” …
อยากให้ถึงคิวของเรื่องหอยเร็ว ๆ จัง

อัสลามมัวลัยกุม…

เขย่า-ดม-อม-ดูด…รสแห่งเฮีย

หมวด: จากแขกรับเชิญ โดย Lady เมื่อ 1:25 pm

คงต้องขออนุญาตนำศัพท์ ซ็อมเมอลิเย่ร์* มาใช้
หากจะต้องเขียนอะไรสักอย่างเกี่ยวกับความเป็นเฮีย

เห็นด้วยกับหนูไหมคะว่า ไม่มีสำนวนใด อีกแล้ว….
ที่จะวาดภาพและสร้างมโนนึกได้ตราตรึงใจ ปนอยากถีบคนเขียน
…ได้มากไปกว่าสำนวน “นักชิมไวน์”

เฮียนั้นช่าง….
- บาดคอ
- ซ่านโพรง
- ซาบทรวง
- กระตุกปลายลิ้น
- กระซวกไส้
- หนักแน่น ซาบซึ้งยาวนาน
และขยักขย้อน ในบางหน
((กรณี เฮียเป็นเล็บขบ
แล้วดันหวังดีไปช่วยเค้าเหยียบองุ่นทำไวน์))

ในฐานะบุคคลที่เคยคลุกวงในกับเฮียมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นผู้เยาว์
และในฐานะที่ได้มาเป็นแขกรับเชิญในบล๊อกของเฮียครั้งนี้
หนูคงจะเขียนเรื่องอื่นใดไปไม่ได้
นอกจากความเป็นมาของเฮีย

จะยังจำกันได้สักกี่คน ว่า Lady นี่แหละ
ที่จูงใจให้เฮียเข้ามาพบกับไกลบ้าน
ก่อให้เกิดตำนาน “รักใคร รักจริง” อันลือลั่น
เล่าขานกันมายาวนานจวบจนวันนี้

เรื่องเกิดจาก “ซือเจ๊แนน” ไปตั้งกระทู้ถามเรื่องสุนัข
บังเกิดเกล้าของเจ๊ ณ ห้องจตุจักร
เหล่ดีนั้น
ปกติจะอ่านจตุจักรเฉพาะกระทู้ที่มีของรับประทานได้
แต่พอไล่กระทู้มาสะดุดชื่อคนคุ้นเคยในไกลบ้านเช่นนี้
มีหรือจะรีรอ

ผลของการตั้งกระทู้นั้น หมาของเจ๊คงแทบหนีไปเกิดใหม่
เพราะว่า ไม่มีใครเข้ามาตอบปัญหาให้มันเลยแม้แต่ตัว…
เอ๊ย คนเดียว
มีแต่ Lady,เหล่ดี และ ศฟกั ที่ระดมคำผวนสาดใส่กระทู้
ไม่ยั้งมือ

ณ วันนั้น หนูไม่คาดคิดเลยแม้แต่น้อย
ว่าการเล่นสนุกโดยไม่คิดถึงหัวอกหมาที่กำลังรันทดนั่น
จะทำให้คนคนหนึ่งที่บังเอิญผ่านมาอ่านเจอ
เกิดแรงบันดาลใจมากมาย
คนคนนั้น จับประเด็นจากที่หนูกับเจ๊ตอบโต้กัน ได้ความว่า

ถิ่นของเราอยู่ “ไกลบ้าน”
เขาจึงเข้าไกลบ้านไปตั้งกระทู้ตามหา Lady พร้อมกับบอกว่า
“ผมรักคุณ”
((เราค้นพบในเวลาต่อมา ว่า เฮียบอกรักคน สัตว์
ตลอดจนสิ่งของได้ทุกชิ้น
ขออย่างเดียว สิ่งนั้นห้ามมีกระเจี๊ยว))

ทันทีที่กระทู้นี้ปรากฎขึ้นมา
เกิดจลาจลขึ้นทันทีในที่ประชุมระดับสูงของไกลบ้าน
ป๋าๆ และเจ๊ๆ ออกมาตอบโต้ ขับไล่ ดีดไข่ ดุด่า ขู่ฆ่า
ซดน้ำชา ทำเกี๊ยวซ่า ฯลฯ
เรียกว่าสรรหามากระทำทุกทาง จะขาดก็แต่ขึงพืดเท่านั้น
เพื่อให้ชายอุกอาจหน้าด้านคนนี้หยุดการกระทำในลักษณะ
“ล้วงคองูเห่า”
((งูเห่ามันเป็นโรค anorexia เหรอคะ? ถามจริง))

ผลที่ได้ นอกจากชายคนนี้จะไม่สะทกสะท้านแล้ว
เขายังทรหดอดทน ฝ่าพายุคำบริภาษของเหล่าเทพ
((นำโดยนางฟ้าองค์หนึ่ง)) มาได้
จิกตีด่าทอเขาได้พักเดียว
เขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเราตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่รู้เลย
เรื่องราวนับร้อยนับพันหลั่งไหลผ่านมา และเลือนไป
ไม่ต่างกับพวกเรา บ้างเข้ามา บ้างหายไป หนูเองก็ด้วย
แต่ “เฮีย” ยังอยู่ยั้ง ยืนยง….จนวันนี้

หนูพบแล้ว “ไกลบ้าน” ยังอยู่ ไม่ได้ห่างหาย
ทำเอาเด็กหญิงเหล่ดีออกมาลุกวิ่งเล่นอย่างได้
อย่างคุ้นเคยอีกครั้ง

บง นัปเปติ**
ขอจงลิ้มรสเฮียกันให้ฉ่ำ เฉกที่หนูได้เคยซาบซึ้งมาแล้ว

ด้วยจิต คารวัยวะ***
Lady@JipataKlaibann
((AKA เหล่ดี & ศฟกั))

* sommerlier
** Bon Appeti
*** ก. [สมาส]: เคารพอวัยวะอย่างหมดใจ